เจอก้อนนูนแข็งที่หน้าอกข้างไหปลาร้า... ไม่เจ็บ แต่อย่าเพิ่งวางใจ เรื่องที่ผู้หญิงวัย 45+ ต้องรู้

 



เจอก้อนนูนแข็งที่หน้าอกข้างไหปลาร้า... ไม่เจ็บ แต่อย่าเพิ่งวางใจ เรื่องที่ผู้หญิงวัย 45+ ต้องรู้

"หมอคะ อยู่ๆ ก็มีก้อนปูดขึ้นมาตรงไหปลาร้าข้างขวา แข็งๆ เหมือนกระดูกเลยค่ะ ไม่เจ็บนะคะ แต่ส่องกระจกแล้วตกใจ กลัวจะเป็นเนื้องอกหรือมะเร็งรึเปล่า..."

นี่คือเสียงจากคุณพี่ท่านหนึ่ง อายุ 45 ปี ที่เดินเข้ามาในคลินิกด้วยสีหน้ากังวลสุดขีด มือข้างหนึ่งกุมที่คอเสื้อตลอดเวลา พอเปิดให้ดู หมอก็เห็นก้อนนูนแข็งชัดเจนที่บริเวณหัวคิ้วของกระดูกไหปลาร้า (ตรงที่ไหปลาร้ามาชนกับกระดูกหน้าอก)

เชื่อไหมครับว่า อาการแบบนี้เป็นสิ่งที่หมอเจอบ่อยมากในสุภาพสตรีวัยกลางคน และส่วนใหญ่แล้ว "ไม่ใช่เนื้อร้าย" อย่างที่กลัวกันครับ

วันนี้หมอจะพามาทำความรู้จักกับภาวะที่ชื่อว่า "ข้อต่อไหปลาร้าเคลื่อนตัว" (Sternoclavicular Subluxation) ที่มักมาแบบเงียบๆ ไม่ให้สุ้มให้เสียง แต่สร้างความกังวลใจให้สาวๆ วัยเลข 4 ได้ไม่น้อยเลยทีเดียวครับ

รู้จักกับ "จุดนัดพบ" ของไหปลาร้ากับหน้าอก

ก่อนอื่นหมอขออธิบายโครงสร้างร่างกายเรานิดนึงครับ ตรงกลางหน้าอกเราจะมีกระดูกแบนๆ ชิ้นหนึ่ง เรียกว่า "กระดูกอก" (Sternum) และเรามี "กระดูกไหปลาร้า" (Clavicle) วิ่งมาจากหัวไหล่มาเชื่อมต่อกับกระดูกอกตรงนี้

จุดเชื่อมต่อนี้เราเรียกว่า "ข้อต่อกระดูกไหปลาร้า" (Sternoclavicular Joint หรือ SC Joint) ครับ

ปกติแล้ว ข้อต่อนี้จะแข็งแรงมาก เพราะมีเส้นเอ็นที่เหนียวแน่นยึดไว้รอบทิศทาง ทำหน้าที่เป็นจุดหมุนเวลาเรายกแขน หรือขยับไหล่ แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป หรือมีปัจจัยบางอย่างเข้ามากระทบ ความแข็งแรงนี้ก็อาจลดลงได้ครับ

ก้อนนูนปริศนา... เกิดจากอะไรกันแน่?

ในเคสของคุณพี่วัย 45 ปี ที่มีก้อนนูนขึ้นมาโดยไม่มีอุบัติเหตุ ไม่ได้โดนกระแทก และไม่มีอาการเจ็บปวด ส่วนใหญ่มักเกิดจากภาวะที่เรียกว่า "Spontaneous Anterior Subluxation" หรือ การที่หัวกระดูกไหปลาร้ามันเคลื่อนตัวนูนออกมาด้านหน้าเองตามธรรมชาติครับ

สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เกิดภาวะนี้ มักมาจากความเสื่อมตามวัยและการเปลี่ยนแปลงของร่างกายครับ:

1. เส้นเอ็นหย่อนตัว (Ligament Laxity): เมื่ออายุเข้าสู่เลข 4 ฮอร์โมนในร่างกายเริ่มเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยใกล้หมดประจำเดือน ความยืดหยุ่นและความแข็งแรงของเส้นเอ็นต่างๆ จะลดลง ทำให้เส้นเอ็นที่เคยยึดข้อต่อไหปลาร้าไว้แน่นหนา เริ่มหย่อนตัวลง ส่งผลให้หัวกระดูก "หลวม" และปูดนูนออกมาได้ง่ายขึ้นครับ

2. ข้อเสื่อม (Osteoarthritis): ข้อต่อทุกข้อในร่างกายเสื่อมได้ครับ ข้อต่อไหปลาร้าก็เช่นกัน เมื่อผิวกระดูกอ่อนสึกหรอ ร่างกายจะพยายามซ่อมแซมตัวเองโดยการสร้างกระดูกงอกโปนออกมา ทำให้เราคลำได้เป็นก้อนแข็งๆ และดูเหมือนข้อต่อมันโตขึ้น

3. การใช้งานซ้ำๆ (Repetitive Microtrauma): ใครที่ทำงานบ้าน กวาดบ้าน ถูพื้น หรือยกของในท่าเดิมๆ ซ้ำๆ เป็นเวลาหลายปี แรงสะเทือนเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้จะสะสม จนทำให้โครงสร้างข้อต่อหลวมและเคลื่อนตัวได้ในที่สุดครับ

อาการแบบนี้... อันตรายแค่ไหน?

คำถามสำคัญที่ทุกคนอยากรู้คือ "มันอันตรายไหม?"

หมอขอแยกความอันตรายออกเป็น 2 กรณี ตามทิศทางที่กระดูกมันเคลื่อนครับ

กรณีที่ 1: เคลื่อนออกมาด้านหน้า (Anterior Subluxation) — กรณีที่คุณพี่ท่านนี้เป็น ลักษณะคือจะมีก้อนปูดนูนออกมาด้านหน้า คลำได้ชัดเจน ความอันตราย: "ต่ำมาก" ครับ ส่วนใหญ่เป็นปัญหาเรื่องความสวยงาม (Cosmetic) มากกว่าเรื่องโรคร้ายแรง อาจมีความรู้สึกรำคาญ หรือเจ็บนิดๆ เวลาขยับไหล่สุดๆ แต่ไม่ส่งผลกระทบต่ออวัยวะสำคัญภายในครับ

กรณีที่ 2: เคลื่อนเข้าไปด้านหลัง (Posterior Subluxation) ลักษณะคือบุ๋มลงไป หรืออาจมองไม่เห็นชัด แต่คนไข้จะมีอาการอื่นร่วมด้วย ความอันตราย: "สูง" ครับ เพราะด้านหลังข้อต่อนี้ เป็นที่อยู่ของหลอดเลือดแดงใหญ่ เส้นประสาท หลอดลม และหลอดอาหาร หากกระดูกเคลื่อนไปกดทับ อาจทำให้หายใจลำบาก กลืนลำบาก หรือแขนบวมได้ ซึ่งกรณีนี้ถือเป็นภาวะฉุกเฉินครับ (แต่พบน้อยมาก และมักเกิดจากอุบัติเหตุรุนแรง ไม่ค่อยเกิดเองอยู่ดีๆ)

ดังนั้น สำหรับเคสที่มีก้อนนูนออกมาด้านหน้า ไม่มีอาการเจ็บ และไม่มีอุบัติเหตุมาก่อน สบายใจได้เปราะหนึ่งครับว่า ไม่อันตรายถึงชีวิตครับ

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าไม่ใช่ก้อนเนื้อร้าย?

หมอจะทำการตรวจวินิจฉัยเพื่อยืนยันความมั่นใจด้วยขั้นตอนดังนี้ครับ

1. การตรวจร่างกาย: หมอจะคลำดูลักษณะก้อน ว่าแข็งเหมือนกระดูกไหม ขยับได้ไหม และลองให้คนไข้ยกแขนดูว่าก้อนนั้นมีการเคลื่อนไหวอย่างไร ถ้าเป็นข้อเคลื่อน ก้อนมักจะแข็งและติดแน่นกับก้านกระดูกไหปลาร้าครับ

2. เอกซเรย์ (X-ray): การเอกซเรย์ธรรมดาในจุดนี้ดูค่อนข้างยาก เพราะมีเงากระดูกสันหลังและซี่โครงบัง แต่หมอจะใช้ท่าพิเศษ (Serendipity view) เพื่อพยายามดูแนวของกระดูกครับ

3. เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan): อันนี้คือมาตรฐานสูงสุด (Gold Standard) ครับ จะเห็นชัดเจนเลยว่าหัวกระดูกมันเคลื่อนออกมาด้านหน้าจริงไหม หรือมีกระดูกงอก (Osteophyte) จากความเสื่อมมากน้อยแค่ไหน และช่วยตัดประเด็นเรื่องก้อนเนื้องอกออกไปได้ 100% ครับ

รักษาอย่างไร? ต้องผ่าตัดเอาออกไหม?

เมื่อรู้ว่าเป็นแค่ "กระดูกเคลื่อน" หรือ "ข้อเสื่อม" ที่ดันตัวออกมา หลายคนมักจะถามว่า "หมอคะ ผ่าตัดเอามันออกได้ไหมคะ มันไม่สวยเลย"

หมอขออธิบายด้วยความจริงใจแบบนี้ครับ:

1. การรักษาแบบประคับประคอง (Conservative Treatment): นี่คือวิธีที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุดครับ

  • การสังเกตอาการ: หากไม่มีอาการเจ็บ ปล่อยวางได้เลยครับ คิดเสียว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ เหมือนผิวเราที่มีริ้วรอย
  • ปรับพฤติกรรม: หลีกเลี่ยงการยกของหนักเหนือศีรษะ หรือการเหวี่ยงแขนแรงๆ ที่จะไปกวนข้อต่อนี้
  • ยา: หากมีช่วงไหนที่เจ็บ หรืออักเสบขึ้นมา การทานยาแก้ปวดลดอักเสบ หรือประคบเย็น ก็เพียงพอที่จะทำให้อาการสงบลงครับ

2. ทำไมหมอถึงไม่แนะนำให้ผ่าตัด? การผ่าตัดที่บริเวณข้อต่อไหปลาร้านี้ (SC Joint) มีความเสี่ยงสูงมากครับ เพราะด้านหลังข้อต่อมีเส้นเลือดใหญ่ที่ออกมาจากหัวใจ (Great Vessels) วางพาดอยู่ การเข้าไปยุ่งบริเวณนี้ หากเกิดความผิดพลาดเพียงนิดเดียว อาจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้

อีกทั้งการผ่าตัดเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว มักได้ไม่คุ้มเสียครับ เพราะแผลผ่าตัดบริเวณหน้าอกมักจะเป็นแผลเป็นนูน (Keloid) ได้ง่าย ซึ่งอาจจะดูไม่สวยยิ่งกว่าก้อนกระดูกเดิมเสียอีกครับ

และการพยายามดันกระดูกกลับเข้าไป (Reduction) มักไม่ได้ผลในระยะยาว เพราะเส้นเอ็นมันหย่อนไปแล้ว ดันเข้าเดี๋ยวก็เด้งออกมาใหม่ครับ

สรุป

ก้อนนูนแข็งที่ข้อต่อไหปลาร้าในผู้หญิงวัย 45 ปีขึ้นไป ที่ไม่มีอาการเจ็บ ส่วนใหญ่มักเกิดจาก ภาวะข้อต่อไหปลาร้าเคลื่อนตัวจากความเสื่อม (Spontaneous Sternoclavicular Subluxation) ครับ

ภาวะนี้ "ไม่อันตราย" และไม่ใช่เนื้องอกร้าย เป็นเพียงความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างร่างกายตามวัย เหมือนผมหงอก หรือผิวเหี่ยวย่น ซึ่งเกิดขึ้นที่กระดูกครับ

สิ่งที่หมอแนะนำคือ ให้สังเกตอาการ หากไม่มีความเจ็บปวด ใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่จำเป็นต้องทำอะไรครับ แต่หากก้อนมีการขยายขนาดเร็วมาก มีอาการเจ็บปวดรุนแรง มีไข้ หรือหายใจลำบาก อันนี้ควรรีบมาพบแพทย์ทันทีครับ

ขอให้มั่นใจและภูมิใจในร่างกายของเราครับ การดูแลสุขภาพองค์รวม ออกกำลังกายเบาๆ และทานอาหารที่มีประโยชน์ จะช่วยชะลอความเสื่อมของข้อต่อต่างๆ ได้ดีที่สุดครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ก้อนที่ไหปลาร้า #ข้อต่อไหปลาร้าเสื่อม #SternoclavicularJoint #กระดูกนูนหน้าอก #สุขภาพผู้หญิงวัย45 #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ปวดไหล่ #กระดูกเสื่อม #เชียงใหม่ #ก้อนปริศนา


เอกสารอ้างอิง (References)

  1. Rockwood CA Jr, Wirth MA, Fehringer EV. Disorders of the Sternoclavicular Joint. In: Rockwood CA Jr, Matsen FA III, Wirth MA, Lippitt SB, editors. The Shoulder. 4th ed. Philadelphia: Saunders Elsevier; 2009. p. 527-66.
  2. Sewick A, De Maeseneer M, Marcelis S, De Mey J, Shahabpour M. Sternoclavicular joint: Normal anatomy and pathologic conditions. J Belg Soc Radiol. 2012;95(2):65-71.
  3. Groh GI, Wirth MA. Management of traumatic sternoclavicular joint injuries. J Am Acad Orthop Surg. 2011;19(1):1-7.
  4. Wirth MA, Rockwood CA Jr. Acute and chronic traumatic injuries of the sternoclavicular joint. J Am Acad Orthop Surg. 1996;4(5):268-78.
  5. Robinson CM, Jenkins PJ, Markham PE, Beggs I. Disorders of the sternoclavicular joint. J Bone Joint Surg Br. 2008;90(6):685-96.

Comments